Blog Entryพม่าApr 16, '08 12:01 AM
for everyone

ไปครั้งนี้ไม่ได้เป็นคนเตรียมเอง เลยไม่ค่อยรู้อะไร ตอนแรกนึกว่าไปไหว้พระกับไปเที่ยว ที่ไหนได้ส่วนใหญ่จะเข้าวัดซะมากกว่า แต่ก็โอเค ถือว่าได้ทำบุญวันขึ้นปีใหม่ของไทย มิน่าเวลาเพื่อนพม่ากลับบ้านทีไรเป็นเข้าวัดทุกที ไกด์ท้องถิ่นชื่อคำแก้วเล่าให้ฟังว่าคนพม่าชอบเข้าวัด คำแก้วเป็นคนไทยใหญ่ที่พูดไทยได้เยอะมากตอนแรกไม่รู้นึกว่าคนไทย แต่พอฟังไปฟังมาก็รู้ว่าไม่ใช่แน่เพราะหลายคำยังใช้ไม่ถูก แล้วก็ใช้ค้าบซะส่วนใหญ่

ไปหลายวัดมาก แต่ละวัดก็ชื่อย๊าวยาวจำไม่ได้เลยจำได้แต่ชื่อเจดีย์ที่ดังๆ กับพระชื่อที่คนไทยตั้งก็เลยจำได้ไม่ยาก

ออกเดินทางไปกับสายการบิน Bagan W9604 ลำข้างขวาไม่ใช่เจ้าจำปี แต่บริการก็ใช้ได้ มีอาหารให้กินด้วยเป็นแซนวิสเย็นๆ ไปลงที่สนามบินนานาชาติมิงกาลาโดง ที่ย่างกุ้ง กว่าจะไปถึงก็เกือบบ่ายแล้ว ผิดจากกำหนดการไว้ซึ่งจะต้องถึงประมาณสิบเอ็ดโมง ไปถึงก็ไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทยชื่อไพลิน (อาหารพอกินได้ แปลว่าไม่อร่อยกินให้รอดตาย) ต้มยำมันแผล็บไม่เหมือนต้มยำเหมือนแกงมากกว่า 

 

ก่อนอื่นก็ต้องแลกเงินพม่า 1000 จ๊าด ประมาณ 30 บาท แบงค์พันจะไม่เก่า ส่วนแบงค์ 500 จ๊าด ที่แลกไว้ทำบุญจะเน่ามาก แทบไม่อยากจับ ทั้งมีกลิ่นทั้งชื้นทั้งดำ แบบในรูปเด๊ะ

 

 

 

 

กินเสร็จก็ไปแวะที่เจดีย์เยเลพญา (เจดีย์กลางน้ำ) ที่เมืองสิเรียม  ออ..ลืมบอกไปว่าวัดที่พม่าทุกวัดจะต้องถอดรองเท้าเดินตั้งแต่หน้าวัด วัดไหนที่ไม่มีกระเบื้องหรือหลังคาก็ต้องเดินขาพอง ส่วนใหญ่ก็จะถอดรองเท้าไว้บนรถแล้วเดินเข้าวัด  สรุปว่าขาดำตลอดเวลา เสร็จจากวัดนี้ก็ไปสักการะรูปปั้นเทพทันใจ (นัตโบโลยี) และเทพกระซิบ แบบว่าใครต้องการขออะไรก็ให้ไปกระซิบข้างๆหู หลังจากนั้นก็ไปต่อที่พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (พระนอนตาหวาน เพราะดวงตาท่านทำด้วยฝงไข่มุกพม่าและหยก) แล้วก็แวะไปเจดีย์ชเวดากองช่วงเย็นๆ เพื่อจะได้ดูเพชรหลายสีที่ยอดเจดีย์ และก็ไม่ร้อนเท้าจนเกินไป http://iamkes.multiply.com/photos/album/60#15  หลังจากนั้นก็กินข้าวเย็น มีกุ้งมังกรด้วย ได้กินนิดนึงเพราะตัวนึงแบ่งกันทั้งโต๊ะ ไม่รู้เลยว่าได้กินป่าวเหมือนกินแต่ผักที่เสริฟ มาข้างๆ และก็มีเป็ดปักกิ่งซึ่งก็เหมือนเป็ดย่างบ้านเรา ไม่เหมือนสูตรของคนจีนที่มีแป้งห่อ เสร็จก็เข้าโรงแรมพักผ่อนและเตรียมของไป พักแถวที่พระธาตุอินทร์แขวน

ตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งทำธุระส่วนตัวเสร็จก็กินข้าวแล้วก็เตรียมเดินทางไปพระธาตุมุเตาบรรจุพระทันตธาตุองพระพุทธเจ้า อยู่ที่เมืองหงสาวดี  บุเรงนองเป็นผู้บูรณะ หลังจากนี้ก็ไปชมพระราชวังบุเรงนอง แต่เสียดายเค้าปิดเพราะเป็นวันสงกรานต์ เพิ่งรู้ว่าพม่าก็มีวันสงกรานต์และยังเล่นสาดน้ำ ฉีดน้ำ เหมือนเมืองไทยเลย หลังจากนั้นก็เดินทางยาวไปหลายชั่วโมง เพื่อไปพระธาตุอินทร์แขวน (เชิงเขาไจ้เที่ยว) เมื่อไปถึงตีนเขาก็ต้องเตรียมตัวเปลี่ยนรถเพื่อไปขึ้นรถบรรทุกหกล้อ (เหมือนรถขนของ) แล้วก็ต้องแพ็คของดีๆเพื่อกันคนสาดน้ำ แพ็คกระเป๋ากล้องหลายชั้นเลยกลัวเปียก แต่ก็โอเค เค้ามีขายถุงพลาสติกใบใหญ่ๆ (3 ใบ 15 บาท) ก็เลยคลุมกระเป๋าได้สบายๆ พอขึ้นรถปุ๊บนั่งไม่ถึงนาทีก็โดนสาดน้ำแล้ว เป็นอันว่าเปียก จริงๆมีพกเสื้อฝนไปด้วยแต่ตอนขึ้นกะไม่ใส่จะได้เล่นน้ำไปในตัว แต่ตั้งใจว่าขาลงงัยก็ต้องใส่เพราะไม่อยากเปียก แถมไม่ได้เอาเสื้อผ้าเผื่อไปด้วย

พอหมดระยะรถบรรทุกแล้วเค้าก็ให้พวกนักท่องเที่ยวเดินขึ้นต่อ หรือถ้าใครจะนั่งสะเหรี่ยงก็ 800 บาทขึ้นลง ไม่รวมค่าทิปที่พวกคนแบกจะขอหรือที่ต้องให้ตามธรรมเนียม ก็เลยเลือกที่จะนั่งดีกว่าดูน่าหนุกกว่าเดิน

ขึ้นไปเองเพราะอากาศก็ร้อนและยังต้องเดินชันๆอีก เก็บพลังงานไว้ดีกว่า ตอนนั่งก็กะถ่ายรูปเล่นๆ แต่ถ่ายได้ซักพักก็ต้องรีบเก็บเพราะจะต้องโดนสาดน้ำ เพราะถ้าผู้หญิงนั่งก็จะโดนผู้ชายสาดตามระเบียบ เซ็งจริงๆ แต่ผู้ชายจะไม่ค่อยโดนสาด สะเหรียงโดยปกติเค้าก็จะแบกกันสี่คนไปตามทาง บางอันก็นั่งสองคนแบกสี่คน (ไหวได้ไงเนี่ยหนักจะตาย) ก่อนนั่งสะเหรี่ยงคำแก้วก็แนะนำการให้ทิปแล้วว่าให้คนละ 1000 จ๊าดก็พอ อย่าให้เยอะเกินเพราะเดี๋ยวคนแบกจะโวยวายถ้าให้ไม่เท่ากัน แต่ตอนลงใครอยากให้เพิ่มเท่าไหร่ก็ตามใจ เค้าจะแจกเบอร์ให้เพื่อว่าจะได้กันไม่ให้เลือกว่าจะหาคนนั่งตัวเล็ก หนีคนตัวใหญ่ เพราะฉะนั้นใครได้คนตัวใหญ่ก็หนีไม่ได้ ซวยไป

นั่งไปตามทางเค้าก็จะแวะนู่นแวะนี่เพื่อให้เราซื้อของจากวงศาคณาญาติเค้าที่ขายของอยู่ตามทาง และเค้าก็จะพักเหนื่อยไปในตัว บางคนอาจจะเจอคนหามแวะบ่อยหน่อยเพื่อทำทีว่าเหนื่อยมาก จะขอเงินหรือให้ซื้อนู่นซื้อนี่ให้กิน แต่ดีหน่อยของเราพักแค่ครั้งเดียว เค้าขอให้ซื้อน้ำให้เค้าหน่อยสี่คน ตอนแรกก็กะจะซื้อให้เพราะดูเค้าเหนื่อยน่าสงสาร แต่น้ำกระป๋องขายแพงมากๆ แถมต้องซื้อสี่กระป๋อง แล้วเงินก็แพ็คไว้ในกระเป๋าอย่างดีเลยต้องปฏิเสธไป แป๊บเดียวเค้าก็เดินต่อ เหมือนไม่เหนื่อยเลย มารู้จากไกด์คนไทยว่าเค้าก็เคยซื้อให้เพราะสงสารแต่ซื้อเสร็จเค้าก็ไม่กิน สงสัยเก็บไว้ให้ขายต่อ ก็เลยต้องใจแข็ง พอเค้าแบกก็คิดว่าเดินได้ไม่ชันเท่าไหร่ แต่ไกด์บอกน้องๆภูกระดึง (ไม่เคยไป) แต่คิดว่าเดินไม่ยาก แต่ก็ขี้เกียจ

 

 

ร้านขายของข้างทาง

 

 

 

 

 

 

ไปถึงก็ให้เงินคนละพันจ๊าด เค้าก็จะพยายามขอเพิ่มแต่เงินไม่พอ สุดท้ายเลยให้เพิ่มไปอีกพันนึงไปแบ่งกันเอง แล้วก็ไปเก็บของเข้าที่พักที่คำแก้วบอกตั้งแต่ตอนอยู่บนรถแล้วว่าเป็นโรงแรมระดับดาวครึ่ง ก็เลยไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ไปถึงวิวดีมีมุมให้นั่งดูดาวด้วย เก็บของซักแป๊บนึงก็เตรียมตัวเดินไปที่พระธาตุอินทร์แขวน ได้ถ่ายรูปตอนตะวันใกล้ตกดินมาด้วย http://iamkes.multiply.com/photos/album/60#21 ไกด์เค้าก็จะพาขึ้นไปไหว้สามรอบ เค้าบอกว่าใครไหว้ครบสามรอบจะดี ไหว้รอบแรกเสร็จก็กินข้าวเย็นมีไข่เจียวกับข้าวก็เหมือนเดิมพอกินได้ กินเสร็จท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด แล้วก็ท้องเสียจนได้ แล้วแถมยังนัดอีกว่าให้ขึ้นไปอีกรอบ ก็ไปกะเค้า กลัวก็กลัวปวดท้องกะทันหันหาห้องน้ำไม่ได้แน่ ก็เสี่ยงไป ก็แค่ท้องปั่นป่วนนิดหน่อย  

 

ขึ้นไปรอบนี้เค้าก็ไปนั่งสมาธิกันซักพัก ลมเย็นดีถึงแม้ว่าคนจะเยอะ แต่ก็โอเคนั่งได้สบายๆ นั่งเสร็จคำแก้วก็พาไปลองโรตีพม่ากับชา

 

 

 

 

 

 

 

 

ระหว่างทางเดินไปร้านโรตีก็จะมีตลาดขายของที่ระลึกกับของกินตามทาง ผ่านไปเจอร้านขายข้าวโพดเข้าไปดูน่ากลัวมากๆ ทำข้าวโพดปิ้งบ้านเราเป็นข้าวโพดเผาเพราะเล่นแกะออกจากฝักแล้วเอาไปยัดกะถ่าน (กินกันได้งัยเนี่ย)

เสร็จแล้วก็ซื้อของฝากนิดหน่อย พูดรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง พูดทั้งไทยทั้งอังกฤษ งงไปหมด พูดไทยก็ได้นิดหน่อย พูดอังกฤษก็ได้นิดหน่อย แต่เหมือนพูดไทยได้เยอะกว่าเลย ขายของมั่วมากเลือกแล้วแต่ไม่ครบไปหยิบหลังร้านมาให้เก็บใส่ถุงผูกซะแน่นแบบไม่ให้แกะดูเลย ยิ่งรีบๆอยู่ว่าแล้วต้องมีมั่วมา ก็มีจริงๆด้วย คนขายของที่ไหนที่ไหนก็มีเหมือนกัน เข้าหลังร้านปุ๊บหยิบของไม่ค่อยสมประกอบให้

 

ซื้อเสร็จก็เจอคำแก้วกวักมือเรียกเข้าร้านโรตี กินไปสองแบบแบบละชิ้น ไม่กล้ากินเยอะ เพราะยังปวดท้องอยู่ แต่ก็กินไม่พลาดอยู่แล้ว มีโรตีทาเนยน้ำตาลกับโรตีนมข้น ก็อร่อยดี ชานมเค้าก็อร่อยแต่ไม่กล้ากินเยอะ

(ถ่ายใกล้ไปหน่อย โดนแฟลชขาวเลย แต่ขี้เกียจถ่ายใหม่ จะกินแล้ว)

 

 

 

 

 

 

โฉมหน้าไกด์คำแก้ว กินอย่างเอร็ดอร่อย

 

 

 

 

 

 

 

กินเสร็จก็เดินกลับที่พัก ด้วยอาการท้องไส้ปั่นป่วนมากขึ้น แต่ยังไม่ปวดห้องน้ำ เลยนั่งดูดาว ดูพระจันทร์กินลมหน้าระเบียง ซักพักก็ได้เรื่อง แล้วก็เข้านอน

ตื่นแต่เช้าเพื่อจะขึ้นไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนอีกรอบ ท้องก็ยังไม่ดีเพราะออกเยอะกว่าเมื่อคืนอีก เกือบจะไม่ไปแล้ว กลัวเข้าห้องน้ำไม่ทัน แต่ก็อยากขึ้นไปดูบรรยากาศตอนมีหมอกกับไหว้อีกรอบ ก็เลยนึกในใจ ขอให้เสียครั้งสุดท้ายแบบออกให้หมด อย่าไปปวดตอนอยู่ข้างบนหรือถ้าจะเข้าก็ให้มาเข้าข้างล่างหรือก็ที่เมืองไทยเลย ก็เลยลองดู ได้ผลจริงๆแฮะ (หรือว่ามันจะออกหมดแล้วก็ไม่รู้ แต่คิดว่าไม่น่าใช่ เพราะดูแล้ว...^^ ไม่น่ารอด) ก็เลยรอดตัวไป

 

ตอนเช้ามีหมอกเต็มไปหมด มองจากที่พักไม่เห็นพระธาตุเลย กว่าหมอกจะจากก็ตอนสายๆ ไปถึงผู้คนก็ทะยอยกันลงมาแล้ว มหาศาล (ในรูปยังน้อย)

 

 

 

 

ได้เวลากลับลงข้างล่าง ก็นั่งสะเหรี่ยงที่คนหามมารอหน้าประตูโรงแรม คราวนี้กระแทกจนปวดไปหมด เพราะว่าขาลงมันจะชัน บางทีคนหามก็วิ่ง ลงมาจากสะเหรี่ยงได้ก็โอเลย ให้เงินไทยไปเพราะเมื่อวานขอเงินไทย เลยให้ไปคนละสี่สิบบาท เกินพันจ๊าดนิดหน่อย แต่ยังจะขอเพิ่มคนละพันจ๊าด ก็บอกว่าไม่มี (เพราะก็ไม่ได้แลกไว้จริงๆ ขอทิปเยอะเกิน)

มานั่งรอรถบรรทุกหกล้อเกือบสองชั่วโมงกว่าเห็นจะได้เพราะว่า ไกด์คำแก้วบอกว่าช้าไปห้านาที รถที่ว่างโดนทัวร์ก่อนหน้าเอาไปแล้ว รอนานมาก ซักพักก็เอาเสื้อฝนมาใส่ เพราะตอนลงก็คงต้องโดนอีก ผ่านไปสองชั่วโมงรถก็มา ยังไม่ทันจะขึ้นเลย ไม่ถึงนาทีคนพม่าทั้งชาย หญิง ใส่สะโหร่ง ปีนขึ้นไปนั่งเต็มรถ -.-" ทำได้ไงรถก็สูงไม่ต้องใช้บันได ใส่สะโหร่ง บางคนก็ดูอายุเยอะหน่อย  ไกด์เลยต้องไปบอกคิวรถให้มาไล่เค้าลง 

คราวนี้ไม่มีบันได เลยสวมวิญญาณลิงปีนจากล้อขึ้นไปเหมือนกัน  ดีนะที่ใส่เสื้อฝนไว้ก่อน เพราะทันทีที่ก้าวขึ้นรถก็โดนสาดน้ำโคลมๆ เปียกกว่าตอนขาขึ้นอีก นั่งไปตามทางก็โดนสาดอีก หมวกเปียกจนหยดติ๋งๆ  พอลงมาถึงทุกคนก็เปียกหมด ยกเว้นคนนั่งด้านหน้าไม่เปียก เค้าเลยต้องแวะตามร้านข้างทางเพื่อให้คนอื่นๆได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนเราก็แค่ถอดเสื้อฝน

นั่งรถเข้าเมืองหงสาวดีกว่าจะได้กินข้าวก็บ่ายสอง พอได้นั่งปุ๊บ ต่างคนต่างกินไวมั่กๆ ไม่ถึงสิบห้านาที อาหารก็เกลี้ยงโต๊ะ เสร็จแล้วก็นั่งรถยาวออกจากหงสาวดี หลับปุ๋ย ตอนบ่ายก็แวะ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว เป็นพระนอนอีกเหมือนกัน แล้วก็แวะ เจดีย์ไจ๊ปุ่นที่มีพระพุทธรูปปางประทับนั่งโดยรอบทั้ง 4 ทิศ http://iamkes.multiply.com/photos/album/60#23  แล้วก็ไปอีกวัดที่มีที่ shopping จำชื่อไม่ได้เลย

เสร็จก็ไปกินบุฟเฟ่ ไม่อร่อยเลย พร้อมโชว์พม่า ก่อนเข้าโรงแรมเดิมกับคืนแรก ตื่นแต่เช้าอีกเหมือนเดิมเพื่อเดินทางกลับ

 

สนามบินเพิ่งสร้างใหม่ ไม่มีขายของเหมือนเมืองไทย ดูโล่งไปหมด

 

 

 

 

 

 

ก่อนเข้าตม.

จบทริป

 

 

 

 

 

ขอบคุณกล้องคอมแพคจากป้าซาลิ เอามาใช้ snapshot ได้ดี อัดวีดีโอได้ไม่จำกัดนาทีด้วย :D

ดูรูป-> http://iamkes.multiply.com/photos/album/60#


ไปหมู่เกาะสุรินทร์มาวันที่ 4-8 เม.ย. กว่าจะลงตัวที่นี่ได้เล่นเอามึน จริงๆตอนแรกตั้งใจไปที่นี่แหละ แต่ตอนวางแผนดันวางไปที่อื่นแล้วก็ล้มไป เพราะคนไม่พอเลยอดไปเขมรกับที่อื่นๆชั่วคราว :D ไว้รอจังหวะใหม่  คราวนี้ก็ใช้บริการทัวร์เพราะไปกันสามคน  ไม่คิดว่าจะไปกะทัวร์แล้วสนุกดีเหมือนไปกันเองแต่ก็ผิดคาดสนุกกว่าที่คิดไว้ สงสัยได้ไกด์ดีค่อนข้างเป็นกันเองแถมชอบเป็นแบบให้ถ่ายรูปด้วย ก็เข้าทางพอดี

 

ออกเดินทางคืนวันที่ 4 จากโลตัสอ่อนนุช ด้วยรถ VIP 2 ชั้นที่นั่งกว้างใช้ได้ คนไม่เต็มรถที่นั่งเลยเหลือเฟือ มีหนังชนโรง Water Horse ให้ดูด้วยนั่งดูไปคุยกะคนข้างๆไป จนหนังจบก็ยังคุยไม่เลิก เพราะไม่มีใครง่วงแต่คนข้างๆกับข้างหลัง คร่อกฟี้ไป (กรนดังแสดงว่าหลับชัวร์) เลยคิดว่าคงไม่รบกวนใคร แต่ดันไปเข้าหูคนข้างหน้า (เพื่อนเราเอง) เลยเดินหนีไปนอนข้างหลังกว้างๆ 555  ไปถึงท่าเรือคุระบุรีก็ประมาณเจ็ดโมงเช้าเห็นจะได้ ลงไปแปรงฟันน้ำก็ไม่ไหล ส่อเค้ามา แล้วบนเกาะจะรอดมั๊ยเนี่ย

 

นั่งเรือไปประมาณสามชั่วโมง ถ่ายวิวข้างทางจนหลับ แล้วก็ตื่นกินข้าวบนเรือ (กินบนเรือทุกมือ ยกเว้นมื้อสุดท้ายก่อนกลับ) ซักพักก็ถึงหาดไม้งาม ก็เดินเอาของไปเก็บในเต้นท์ เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมดำน้ำ แล้วก็ออกมาถ่ายรูประหว่างรอเวลา  คราวนี้มีเตรียมกล้องไปถ่ายใต้น้ำด้วย แต่ว่าสียังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ กล้องคอมแพคธรรมดาแต่ได้แค่นี้ก็โอเคแล้ว  

 

ที่แรกไปดำที่อ่าวสุเทพ แนวปะการังด้านในเป็นปะการังก้อนขนาดเล็ก ส่วนด้านนอกเป็นปะการังก้อนขนาดใหญ่สลับกับปะการังแผ่นนอน แต่ยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แล้วก็ต่อไปที่อ่าวมังกร มีปลาเยอะดี ต่อด้วยที่อ่าวไม้งาม ที่ดำน้ำที่สุดท้ายของวันนี้ ก่อนกลับเข้าที่พักก็กินข้าวบนเรือ แล้วก็เดินประมาณสองสามร้อยเมตรจากเรือเล็กขึ้นฝั่งเพราะว่าน้ำลด เดินมาถึงฝั่งก็รีบแจ้นไปอาบน้ำก่อนที่เค้าจะปิด คนเยอะใช้ได้แต่ก็ไม่มากเกินไป ยังไงก็ได้อาบ

 

ตื่นมาประมาณหกโมงไปแปรงฟันถึงคิวพอดี ยาสีฟันคาปาก น้ำหยุดไหล รอไงก็ไม่มาเลยต้องไปหาน้ำกินจากที่เต้นท์มาบ้วนปาก กว่าจะทำไรเสร็จ (แค่แปรงฟันอย่างเดียวก็นานแล้ว) ก็ได้เวลานัดขึ้นเรือไปดำน้ำรอบเช้าพอดี

ตอนเช้าก็ไปดำน้ำสามที่ คือ เกาะตอรินลา อ่าวผักกาด อ่าวเต่า ส่วนตอนบ่ายก็อีกสามที่ อ่าวแม่ยาย อ่าวจาก เกาะสต๊อร์ค ที่สุดท้ายนี่คลื่นแรงมากเพราะเหมือนจะฝนตก เลยเกาะไกด์ไปอีกตามเคย ประหยัดแรง แถมมีคนชี้ให้ดูว่าปลาอะไรอีก ว่ายเองอาจไม่ทันสังเกต  ไปคราวนี้ก็ได้เห็นปลาหลายอย่างเลย แต่รู้จักชื่อไม่กี่ชนิด ที่เห็นและรู้จักก็มีปลาไหลมอเล่ย์ด้วยแต่จำไม่ได้ว่าเห็นที่เกาะหรืออ่าวไหนหลายที่เกินจนลืม เห็นปลาฉลาม เห็นนีโม่ (ปลาการ์ตูน ) เห็นพี่น้องนีโม่ด้วยแต่คนละสี เห็นปลาปักเป้า ตัวใหญ่ ถ่ายรูปได้ด้วย  ตกเย็นก็กินข้าวบนเรือแล้วค่อยเดินขึ้นฝั่ง แต่เย็นวันนี้ระหว่างเดินกลับก็มีถ่ายรูปเล่นด้วย เพราะท้องฟ้าใกล้ฝนตกกับพระอาทิตย์กำลังจะตกก็สวยดี แถมน้ำลดได้เห็นสัตว์ที่ว่ายหนีไม่ทันด้วย

 

เย็นนี้โชคดีหน่อยไม่ต้องรอห้องน้ำนานเพราะไปอาบห้องผู้ชาย น้ำแรงด้วย เสร็จก็หลบเข้าเต้นท์ซักพักเพราะฝนปรอยๆ ฝนหยุดตกก็ออกมานั่งคุย ถ่าย light painting ถ่ายซักพักก็มีฝรั่งสองคนมาขอดู เลยถ่ายเค้าด้วยแล้วก็คุยกัน ไปจนดึกก็แยกย้ายกันเต้นท์ใครเต้นท์มัน พอแยกปุ๊บฝนก็เทลงมาปั๊บ พอเริ่มหัวถึงหมอนก็เริ่มมีน้ำแปะๆใส่หน้า หลายหยดเข้าจนต้องลุกขึ้นมาช่วยกันหาที่คลุมเต้นท์ แต่ไม่วายน้ำก็ยังรั่วเข้ามาแต่ไม่ถึงกับท่วมจนเต้นท์พังแบบของไกด์ ก็ต้องนอนชิดกันหน่อย ร้อนดี แต่ก็ได้พัดและแป้งตรางูช่วย จนหลับไป เช้ามาแทบไม่อยากตื่นง่วงมากเลยให้เพื่อนไปแปรงฟันก่อน เสร็จแล้วค่อยลุกจากเต้นท์มั่ง

 

เช้านี้ก็ไปหมู่บ้านมอร์แกน ก็ได้ไปถ่ายรูปมาแต่แสงไม่ค่อยสวยเพราะกว่าจะไปถึงสิบโมงกว่าแล้ว แดดค่อนข้างแรง อยู่บนเกาะเกือบชั่วโมง ก็กลับขึ้นเรือใหญ่กินข้าวแล้วก็เดินทางไปอาบน้ำแร่ที่จังหวดระนอง ไม่เคยแช่มาก่อนน้ำร้อนจี๋แทบสุก แต่ซักพักก็ชิน แช่ไปได้สิบนาทีก็ขึ้นแล้วไม่ไหว มือเริ่มเหี่ยว ขึ้นมาตัวเบาเลย

 

แล้วก็ไปกินข้าวเย็นที่ร้านเคียงเล ยุงเยอะมากๆ แล้วก็ตีรถกลับกรุงเทพ ดู jumper ไม่จบเพราะว่าเวียนหัวมาก เหมือนจะเมารถ เพราะโค้งเยอะเหมือนกันแถมนั่งบนรถทัวรัชั้นสอง แรงเหวี่ยงเยอะ เลยยอมหลับดีกว่า มาถึงจุดหมายที่ลงก็ประมาณตีห้าพอดี

ดูรูป http://iamkes.multiply.com/photos/album/56


ตั้งนาฬิกาปลุกหกโมง ท้องฟ้ายังมืดตื๋ออยู่เลยไม่มีใครยอมตื่นซักคน หลับกันต่อแล้วก็มาตื่นอีกทีประมาณเจ็ดโมงป่าวไม่แน่ใจไม่ได้ดูนาฬิกา แล้วก็ไปถ่ายรูปกันที่หน้าหาดซักพัก ก่อนลงไปเล่นน้ำทะเลกันอย่างไม่ได้ตั้งใจและตั้งตัว SD ในกระเป๋าเกือบพังดีนะที่จับกระเป๋ากางเกงก่อนลงน้ำ

 

หลังจากนั้นก็มาเตรียมตัว check out เพื่อไปหาไรกินกันตอนเช้า ตอนขับรถออกจากที่พักก็เห็นคนกำลังทำนาเกลือ ก็เลยหันหัวรถไปจอดถ่ายรูปเลย ถ่ายไปได้แค่สองสามใบ ฝนก็เทลงมา เลยตัดสินใจขับรถไปกินข้าวกันก่อนที่จะไปพระราชนิเวศน์มฤคทายวันกันต่อ ขับรถออกจากนาเกลือได้แค่สิบกว่านาที ฝนก็หยุดตก เสียดายอดถ่ายนาเกลือเลย

 

กินอาหารรสชาติโอเคที่ร้านชมวิวซีฟู้ด(รึเปล่าไม่แน่ใจ)เสร็จ ก็มุ่งหน้าไปมฤคทายวันกันต่อ เดินไปเดินมาซักพักก็เลยถ่าย portrait กันเองเพราะข้างในสวยดี เดินกันจนเย็นก็ได้เวลาไปกินข้าวกันต่อแถวริมหาดชะอำ แล้วก็แวะซื้อของร้านแม่กิมไล้ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ก็มีเหตุการณ์ให้ได้ลุ้นระทึกกันนิดหน่อย เพราะว่ารถกะบะขับมาเร็วแต่มีรถน้ำมันอยู่ด้านหน้า เราก็กำลังขับของเราอยู่ดีๆเลนขวา กะบะสงสัยจะเบรดไม่ทัน ดันทะลึ่งพรวดจะออกขวามาโดยไม่เปิดไฟสัญญาณเลย เราเลยต้องเบี่ยงออกไหล่ทางไปหน่อย ดีนะที่มีไหล่ทางอยู่ กดแตรแทบไม่ทัน ไม่รู้คนขับหลับในรึเปล่า ขากลับค่อนข้างดึกหน่อยสิบล้อเลยเยอะ ต้องขับระวังมากๆหน่อย

Link ไปดูรูปจ้า: http://iamkes.multiply.com/photos/album/55#


Blog Entryงานว่าวนานาชาติMar 11, '08 12:25 AM
for everyone

มีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อยจากตอนแรกที่จะไปตราด แต่ไม่ได้ไป ไปงานว่าวนานาชาติ ครั้งที่ 10 ที่พระราชวังมฤคทายวันแทน เตรียมกันล่วงหน้าแบบวันสองวัน  นัดกันบ่ายวันเสาร์ แต่จริงๆต้องนัดสิบเอ็ดโมง พอดีอาทิตย์นั้นเบลอๆนิดหน่อย คืนก่อนจะไปก็นอนเอาเกือบสว่างทำงานเพลิน นอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงก็มีเพื่อนโทรมาปลุก ตื่นมารับโทรศัพท์แบบงงๆ เพื่อนก็พยายามคุยเพื่อให้ตาสว่างแต่งัยก็งัวเงียอยู่ดี รู้ตัวว่าคุยไม่ค่อยรู้เรื่องก็เลยบอกเพื่อนขอนอนก่อนนะ ค่อยโทรมาใหม่ แล้วก็กลับไปนอนต่อ อีก ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงก็มีโทรศัพท์มาปลุกอีก แต่คราวนี้เริ่มคุยรู้เรื่องแล้ว แต่ก็ยังไปแอบงีบต่อหลังคุยโทรศัพท์เสร็จ ซักพักก็ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวออกเดินทาง

 

ก็ออกมาหาไรกินกับเพื่อนก่อน แล้วก็ซื้อขนมระหว่างรอเพื่อนคนอื่นๆ เพื่อที่จะขับรถไปเจอกันกับอีกกลุ่มแถวพระรามสอง ตอนแรกว่าจะขับเกาะกลุ่มกันไป พอดีรถเยอะก็เลยนัดไปเจอที่งานเลย ขับไปเรื่อยๆเพลินกับการฟังเพื่อนๆนั่งคุยกันในรถ รู้สึกว่าขับแป๊บเดียวก็ถึง (แสดงให้เห็นว่าเพื่อนๆคุยกันเก่งมาก ตลอดทาง ^^) ก่อนจะถึงก็เลี้ยวผิดดันเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรบุรีแทนที่จะขวาไปประจวบฯ ก็เลยพาเพื่อนๆ ไป city tour ในเมืองเพชรบุรีมา เลยไปถึงเป็นคันสุดท้าย หาที่จอดไม่ยากเท่าไหร่ ได้ที่จอดปุ๊บซักพักก็เจอเพื่อนๆแล้วก็ไปถ่ายรูปกัน พอเดินลงไปปุ๊บมัวแต่มองว่าวแล้วก็เดินเข้าไปสนามเพื่อไปถ่ายรูป หันมาอีกทีเพื่อนๆหายไปหมดแล้ว ก็เลยเดินถ่ายรูปต่อไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปถ่ายด้านหน้าของว่าว เดินมาอีกทีก็อยู่กลางสนาม ต้องคอยหลบดีๆไม่งั้นจะโดนเชือกว่าวฟาดเอาได้ ซักพักก็ได้ยินประกาศว่ากรุณาอย่าเข้าสนาม ให้เข้าได้แต่ช่างภาพ ในใจก็คิดว่าเราเป็นช่างภาพเหมือนกันก็เลยไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็เดินเลี่ยงไปที่อีกฝั่งของสนามจะได้ไม่เกะกะเค้า

 

ตอนแรกก็ตุ๊มๆต่อมๆกลัวว่าฝนจะตก แต่ไปถึงก็ประมาณสี่โมงกว่าๆ แสงกำลังดีเชียว ฟ้าเป็นใจ ถ่ายซักพักเพื่อนก็โทรมาตามให้เดินไปพระราชวัง ไม่งั้นเดี๋ยวปิด ก็ถ่ายรูปเอ้อระเหยกะเพื่อนอีกสองคนต่ออีกแป๊บนึง ก็มีโทรศัพท์มาตามอีก คราวนี้เลยต้องรีบไปแล้ว ก่อนไปก็หยิบขาตั้งไปซะหน่อย พอไปถึงเค้าก็ปิดพอดี เลยถ่ายรูปเล่นอยู่แถวชายหาดซักพักก่อนที่จะไปหาไรลองท้องแถวงานก่อนที่จะไปหาอะไรกินกันอย่างจริงจัง  (ร้านที่มีอาหารหน้าตาแปลกจากเมนูที่เคยกินกัน) หลังจากนั้นก็เข้าที่พัก ที่พักก็อยู่ค่อนข้างลึกแต่บรรยากาศใช้ได้ติดทะเล คืนนี้ก็นอนกันดึกอีกเพราะมัวแต่ดูทีวีกัน ชื่ออะไรจำไม่ได้กว่าจะได้นอนกันก็ประมาณตีหนึ่ง

 

ภาคต่อ: http://iamkes.multiply.com/journal/item/35

รูป http://iamkes.multiply.com/photos/album/54#


Blog EntryUnbelievable listening Feb 25, '08 11:40 PM
for everyone

Long time ago, I had intention to practice my listening skill by watching English news but at that time I needed to pay for special channels like UBC. My skill wasn't improved much as I couldn't force myself to listen it as much as I could or every day. However, now I feel that the Internet is really helpful as I don't need to pay for those special channels as I can listen the news online like http://edition.cnn.com/audio/radio/winmedia.html

One thing I experienced myself about listening skill and even speaking skill is the more you use, the more you get. I used to be in the environment which my colleages came to talk among another (in english) many times a day and I couldn't go anywhere but worked. It was like that around two years. Sometimes I felt annoyed as I needed to concentrate but sometimes I joined them so no one worked in the room (relax time) :P. This situation really forced me to listen and I absorbed that bit by bit without notice. Now I think I was lucky that they talked like that. If not, I don't think I'll have a good chance to practice like that anymore ^_^ so I need to thanks them anyway.


เคยอ่านเรื่องความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยมที่เพื่อนคนนึงได้ forward มาให้อ่านหลายเดือนก่อน อ่านแล้วชอบอ่ะโดยเฉพาะตอนของสามเหลี่ยม และมาวันนี้ก็ได้ไปอ่านเรื่องที่เพื่อนคนนึงเขียนไว้มีลักษณะคล้ายๆกันทำให้นึกถึงเรื่องของวงกลมสามเหลี่ยมขึ้นมา เลยเอามาเก็บไว้ใน blog ดีกว่า หาง่ายกว่าใน email อ่ะ

เรื่องเล่าของวงกลม ...

นานมาแล้ว ... มีวงกลมอยู่วงหนึ่ง


เศษเสี้ยวหนึ่งของมันหายไป

มันกลิ้งไป.. กลิ้งไป
ตามหาเศษเสี้ยวที่หายไปนั้น
มันเจอผู้คนมากมาย
แต่ไม่มีใครเลย ที่จะเติมเต็มมันได้

 

บางที.. ก็ใหญ่เกินไป

ถ้าฝืน.. ก็เจ็บทั้งสองฝ่าย

 

บางที... คิดว่าเข้ากันได้
แต่พอจะก้าวไปข้างหน้า...ถึงได้รู้ว่า
"ไปด้วยกันไม่ได้"

 

 

บางที ... เศษเสี้ยวมีหนามแหลมคม
กว่าจะรู้ตัวว่า "ไม่ใช่"
ก็ได้ทิ้งบาดแผลและความเจ็บปวดมากมายไว้ให้เจ้าวงกลม

 

 

มันยังกลิ้งไป ... กลิ้งไป

 

 

จนในที่สุด ... ก็ได้พบเศษเสี้ยวของมัน

 

 

แล้ววงกลม ... ก็เต็มวง

 

 

 

                  ถ้าเรื่องมันจบแฮปปี้ยังงี้ก็ดีเนอะ   ลองมาฟังนิทานอีกเรื่อง ...

เรื่องเล่าของสามเหลี่ยม

ยังจำเศษเสี้ยวของวงกลมนั้นได้ไหม ?
เสี้ยวรูปสามเหลี่ยม... กำลังตามหาวงกลมของมัน

 

 

มันกลิ้งไป ... กลิ้งไป

 

 

พบคนมากมาย ...

แต่ไม่มีใครเลย ...ที่เป็นที่ของมัน

 

นี่ก็ไม่ใช่ ... นั่นก็ยังไม่ใช่

 

 

 

พอเจอคนที่คิดว่าใช่ ... กลับพบว่า
เขามีส่วนเติมเต็มของเขาอยู่ แล้ว