
ไปครั้งนี้ไม่ได้เป็นคนเตรียมเอง เลยไม่ค่อยรู้อะไร ตอนแรกนึกว่าไปไหว้พระกับไปเที่ยว ที่ไหนได้ส่วนใหญ่จะเข้าวัดซะมากกว่า แต่ก็โอเค ถือว่าได้ทำบุญวันขึ้นปีใหม่ของไทย มิน่าเวลาเพื่อนพม่ากลับบ้านทีไรเป็นเข้าวัดทุกที ไกด์ท้องถิ่นชื่อคำแก้วเล่าให้ฟังว่าคนพม่าชอบเข้าวัด คำแก้วเป็นคนไทยใหญ่ที่พูดไทยได้เยอะมากตอนแรกไม่รู้นึกว่าคนไทย แต่พอฟังไปฟังมาก็รู้ว่าไม่ใช่แน่เพราะหลายคำยังใช้ไม่ถูก แล้วก็ใช้ค้าบซะส่วนใหญ่
ไปหลายวัดมาก แต่ละวัดก็ชื่อย๊าวยาวจำไม่ได้เลยจำได้แต่ชื่อเจดีย์ที่ดังๆ กับพระชื่อที่คนไทยตั้งก็เลยจำได้ไม่ยาก
ออกเดินทางไปกับสายการบิน Bagan W9604 ลำข้างขวาไม่ใช่เจ้าจำปี แต่บริการก็ใช้ได้ มีอาหารให้กินด้วยเป็นแซนวิสเย็นๆ ไปลงที่สนามบินนานาชาติมิงกาลาโดง ที่ย่างกุ้ง กว่าจะไปถึงก็เกือบบ่ายแล้ว ผิดจากกำหนดการไว้ซึ่งจะต้องถึงประมาณสิบเอ็ดโมง ไปถึงก็ไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทยชื่อไพลิน (อาหารพอกินได้ แปลว่าไม่อร่อยกินให้รอดตาย) ต้มยำมันแผล็บไม่เหมือนต้มยำเหมือนแกงมากกว่า

ก่อนอื่นก็ต้องแลกเงินพม่า 1000 จ๊าด ประมาณ 30 บาท แบงค์พันจะไม่เก่า ส่วนแบงค์ 500 จ๊าด ที่แลกไว้ทำบุญจะเน่ามาก แทบไม่อยากจับ ทั้งมีกลิ่นทั้งชื้นทั้งดำ แบบในรูปเด๊ะ
กินเสร็จก็ไปแวะที่เจดีย์เยเลพญา (เจดีย์กลางน้ำ) ที่เมืองสิเรียม ออ..ลืมบอกไปว่าวัดที่พม่าทุกวัดจะต้องถอดรองเท้าเดินตั้งแต่หน้าวัด วัดไหนที่ไม่มีกระเบื้องหรือหลังคาก็ต้องเดินขาพอง ส่วนใหญ่ก็จะถอดรองเท้าไว้บนรถแล้วเดินเข้าวัด สรุปว่าขาดำตลอดเวลา เสร็จจากวัดนี้ก็ไปสักการะรูปปั้นเทพทันใจ (นัตโบโลยี) และเทพกระซิบ แบบว่าใครต้องการขออะไรก็ให้ไปกระซิบข้างๆหู หลังจากนั้นก็ไปต่อที่พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (พระนอนตาหวาน เพราะดวงตาท่านทำด้วยฝงไข่มุกพม่าและหยก) แล้วก็แวะไปเจดีย์ชเวดากองช่วงเย็นๆ เพื่อจะได้ดูเพชรหลายสีที่ยอดเจดีย์ และก็ไม่ร้อนเท้าจนเกินไป http://iamkes.multiply.com/photos/album/60#15 หลังจากนั้นก็กินข้าวเย็น มีกุ้งมังกรด้วย ได้กินนิดนึงเพราะตัวนึงแบ่งกันทั้งโต๊ะ ไม่รู้เลยว่าได้กินป่าวเหมือนกินแต่ผักที่เสริฟ มาข้างๆ และก็มีเป็ดปักกิ่งซึ่งก็เหมือนเป็ดย่างบ้านเรา ไม่เหมือนสูตรของคนจีนที่มีแป้งห่อ เสร็จก็เข้าโรงแรมพักผ่อนและเตรียมของไป พักแถวที่พระธาตุอินทร์แขวน
ตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งทำธุระส่วนตัวเสร็จก็กินข้าวแล้วก็เตรียมเดินทางไปพระธาตุมุเตาบรรจุพระทันตธาตุองพระพุทธเจ้า อยู่ที่เมืองหงสาวดี บุเรงนองเป็นผู้บูรณะ หลังจากนี้ก็ไปชมพระราชวังบุเรงนอง แต่เสียดายเค้าปิดเพราะเป็นวันสงกรานต์ เพิ่งรู้ว่าพม่าก็มีวันสงกรานต์และยังเล่นสาดน้ำ ฉีดน้ำ เหมือนเมืองไทยเลย หลังจากนั้นก็เดินทางยาวไปหลายชั่วโมง เพื่อไปพระธาตุอินทร์แขวน (เชิงเขาไจ้เที่ยว) เมื่อไปถึงตีนเขาก็ต้องเตรียมตัวเปลี่ยนรถเพื่อไปขึ้นรถบรรทุกหกล้อ (เหมือนรถขนของ) แล้วก็ต้องแพ็คของดีๆเพื่อกันคนสาดน้ำ แพ็คกระเป๋ากล้องหลายชั้นเลยกลัวเปียก แต่ก็โอเค เค้ามีขายถุงพลาสติกใบใหญ่ๆ (3 ใบ 15 บาท) ก็เลยคลุมกระเป๋าได้สบายๆ พอขึ้นรถปุ๊บนั่งไม่ถึงนาทีก็โดนสาดน้ำแล้ว เป็นอันว่าเปียก จริงๆมีพกเสื้อฝนไปด้วยแต่ตอนขึ้นกะไม่ใส่จะได้เล่นน้ำไปในตัว แต่ตั้งใจว่าขาลงงัยก็ต้องใส่เพราะไม่อยากเปียก แถมไม่ได้เอาเสื้อผ้าเผื่อไปด้วย
พอหมดระยะรถบรรทุกแล้วเค้าก็ให้พวกนักท่องเที่ยวเดินขึ้นต่อ หรือถ้าใครจะนั่งสะเหรี่ยงก็ 800 บาทขึ้นลง ไม่รวมค่าทิปที่พวกคนแบกจะขอหรือที่ต้องให้ตามธรรมเนียม ก็เลยเลือกที่จะนั่งดีกว่าดูน่าหนุกกว่าเดิน

ขึ้นไปเองเพราะอากาศก็ร้อนและยังต้องเดินชันๆอีก เก็บพลังงานไว้ดีกว่า ตอนนั่งก็กะถ่ายรูปเล่นๆ แต่ถ่ายได้ซักพักก็ต้องรีบเก็บเพราะจะต้องโดนสาดน้ำ เพราะถ้าผู้หญิงนั่งก็จะโดนผู้ชายสาดตามระเบียบ เซ็งจริงๆ แต่ผู้ชายจะไม่ค่อยโดนสาด สะเหรียงโดยปกติเค้าก็จะแบกกันสี่คนไปตามทาง บางอันก็นั่งสองคนแบกสี่คน (ไหวได้ไงเนี่ยหนักจะตาย) ก่อนนั่งสะเหรี่ยงคำแก้วก็แนะนำการให้ทิปแล้วว่าให้คนละ 1000 จ๊าดก็พอ อย่าให้เยอะเกินเพราะเดี๋ยวคนแบกจะโวยวายถ้าให้ไม่เท่ากัน แต่ตอนลงใครอยากให้เพิ่มเท่าไหร่ก็ตามใจ เค้าจะแจกเบอร์ให้เพื่อว่าจะได้กันไม่ให้เลือกว่าจะหาคนนั่งตัวเล็ก หนีคนตัวใหญ่ เพราะฉะนั้นใครได้คนตัวใหญ่ก็หนีไม่ได้ ซวยไป
นั่งไปตามทางเค้าก็จะแวะนู่นแวะนี่เพื่อให้เราซื้อของจากวงศาคณาญาติเค้าที่ขายของอยู่ตามทาง และเค้าก็จะพักเหนื่อยไปในตัว บางคนอาจจะเจอคนหามแวะบ่อยหน่อยเพื่อทำทีว่าเหนื่อยมาก จะขอเงินหรือให้ซื้อนู่นซื้อนี่ให้กิน แต่ดีหน่อยของเราพักแค่ครั้งเดียว เค้าขอให้ซื้อน้ำให้เค้าหน่อยสี่คน ตอนแรกก็กะจะซื้อให้เพราะดูเค้าเหนื่อยน่าสงสาร แต่น้ำกระป๋องขายแพงมากๆ แถมต้องซื้อสี่กระป๋อง แล้วเงินก็แพ็คไว้ในกระเป๋าอย่างดีเลยต้องปฏิเสธไป แป๊บเดียวเค้าก็เดินต่อ เหมือนไม่เหนื่อยเลย มารู้จากไกด์คนไทยว่าเค้าก็เคยซื้อให้เพราะสงสารแต่ซื้อเสร็จเค้าก็ไม่กิน สงสัยเก็บไว้ให้ขายต่อ ก็เลยต้องใจแข็ง พอเค้าแบกก็คิดว่าเดินได้ไม่ชันเท่าไหร่ แต่ไกด์บอกน้องๆภูกระดึง (ไม่เคยไป) แต่คิดว่าเดินไม่ยาก แต่ก็ขี้เกียจ

ร้านขายของข้างทาง
ไปถึงก็ให้เงินคนละพันจ๊าด เค้าก็จะพยายามขอเพิ่มแต่เงินไม่พอ สุดท้ายเลยให้เพิ่มไปอีกพันนึงไปแบ่งกันเอง แล้วก็ไปเก็บของเข้าที่พักที่คำแก้วบอกตั้งแต่ตอนอยู่บนรถแล้วว่าเป็นโรงแรมระดับดาวครึ่ง ก็เลยไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ไปถึงวิวดีมีมุมให้นั่งดูดาวด้วย เก็บของซักแป๊บนึงก็เตรียมตัวเดินไปที่พระธาตุอินทร์แขวน ได้ถ่ายรูปตอนตะวันใกล้ตกดินมาด้วย http://iamkes.multiply.com/photos/album/60#21 ไกด์เค้าก็จะพาขึ้นไปไหว้สามรอบ เค้าบอกว่าใครไหว้ครบสามรอบจะดี ไหว้รอบแรกเสร็จก็กินข้าวเย็นมีไข่เจียวกับข้าวก็เหมือนเดิมพอกินได้ กินเสร็จท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด แล้วก็ท้องเสียจนได้ แล้วแถมยังนัดอีกว่าให้ขึ้นไปอีกรอบ ก็ไปกะเค้า กลัวก็กลัวปวดท้องกะทันหันหาห้องน้ำไม่ได้แน่ ก็เสี่ยงไป ก็แค่ท้องปั่นป่วนนิดหน่อย

ขึ้นไปรอบนี้เค้าก็ไปนั่งสมาธิกันซักพัก ลมเย็นดีถึงแม้ว่าคนจะเยอะ แต่ก็โอเคนั่งได้สบายๆ นั่งเสร็จคำแก้วก็พาไปลองโรตีพม่ากับชา

ระหว่างทางเดินไปร้านโรตีก็จะมีตลาดขายของที่ระลึกกับของกินตามทาง ผ่านไปเจอร้านขายข้าวโพดเข้าไปดูน่ากลัวมากๆ ทำข้าวโพดปิ้งบ้านเราเป็นข้าวโพดเผาเพราะเล่นแกะออกจากฝักแล้วเอาไปยัดกะถ่าน (กินกันได้งัยเนี่ย)
เสร็จแล้วก็ซื้อของฝากนิดหน่อย พูดรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง พูดทั้งไทยทั้งอังกฤษ งงไปหมด พูดไทยก็ได้นิดหน่อย พูดอังกฤษก็ได้นิดหน่อย แต่เหมือนพูดไทยได้เยอะกว่าเลย ขายของมั่วมากเลือกแล้วแต่ไม่ครบไปหยิบหลังร้านมาให้เก็บใส่ถุงผูกซะแน่นแบบไม่ให้แกะดูเลย ยิ่งรีบๆอยู่ว่าแล้วต้องมีมั่วมา ก็มีจริงๆด้วย คนขายของที่ไหนที่ไหนก็มีเหมือนกัน เข้าหลังร้านปุ๊บหยิบของไม่ค่อยสมประกอบให้

ซื้อเสร็จก็เจอคำแก้วกวักมือเรียกเข้าร้านโรตี กินไปสองแบบแบบละชิ้น ไม่กล้ากินเยอะ เพราะยังปวดท้องอยู่ แต่ก็กินไม่พลาดอยู่แล้ว มีโรตีทาเนยน้ำตาลกับโรตีนมข้น ก็อร่อยดี ชานมเค้าก็อร่อยแต่ไม่กล้ากินเยอะ
(ถ่ายใกล้ไปหน่อย โดนแฟลชขาวเลย แต่ขี้เกียจถ่ายใหม่ จะกินแล้ว)

โฉมหน้าไกด์คำแก้ว กินอย่างเอร็ดอร่อย
กินเสร็จก็เดินกลับที่พัก ด้วยอาการท้องไส้ปั่นป่วนมากขึ้น แต่ยังไม่ปวดห้องน้ำ เลยนั่งดูดาว ดูพระจันทร์กินลมหน้าระเบียง ซักพักก็ได้เรื่อง แล้วก็เข้านอน
ตื่นแต่เช้าเพื่อจะขึ้นไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนอีกรอบ ท้องก็ยังไม่ดีเพราะออกเยอะกว่าเมื่อคืนอีก เกือบจะไม่ไปแล้ว กลัวเข้าห้องน้ำไม่ทัน แต่ก็อยากขึ้นไปดูบรรยากาศตอนมีหมอกกับไหว้อีกรอบ ก็เลยนึกในใจ ขอให้เสียครั้งสุดท้ายแบบออกให้หมด อย่าไปปวดตอนอยู่ข้างบนหรือถ้าจะเข้าก็ให้มาเข้าข้างล่างหรือก็ที่เมืองไทยเลย ก็เลยลองดู ได้ผลจริงๆแฮะ (หรือว่ามันจะออกหมดแล้วก็ไม่รู้ แต่คิดว่าไม่น่าใช่ เพราะดูแล้ว...^^ ไม่น่ารอด) ก็เลยรอดตัวไป

ตอนเช้ามีหมอกเต็มไปหมด มองจากที่พักไม่เห็นพระธาตุเลย กว่าหมอกจะจากก็ตอนสายๆ ไปถึงผู้คนก็ทะยอยกันลงมาแล้ว มหาศาล (ในรูปยังน้อย)
ได้เวลากลับลงข้างล่าง ก็นั่งสะเหรี่ยงที่คนหามมารอหน้าประตูโรงแรม คราวนี้กระแทกจนปวดไปหมด เพราะว่าขาลงมันจะชัน บางทีคนหามก็วิ่ง ลงมาจากสะเหรี่ยงได้ก็โอเลย ให้เงินไทยไปเพราะเมื่อวานขอเงินไทย เลยให้ไปคนละสี่สิบบาท เกินพันจ๊าดนิดหน่อย แต่ยังจะขอเพิ่มคนละพันจ๊าด ก็บอกว่าไม่มี (เพราะก็ไม่ได้แลกไว้จริงๆ ขอทิปเยอะเกิน)
มานั่งรอรถบรรทุกหกล้อเกือบสองชั่วโมงกว่าเห็นจะได้เพราะว่า ไกด์คำแก้วบอกว่าช้าไปห้านาที รถที่ว่างโดนทัวร์ก่อนหน้าเอาไปแล้ว รอนานมาก ซักพักก็เอาเสื้อฝนมาใส่ เพราะตอนลงก็คงต้องโดนอีก ผ่านไปสองชั่วโมงรถก็มา ยังไม่ทันจะขึ้นเลย ไม่ถึงนาทีคนพม่าทั้งชาย หญิง ใส่สะโหร่ง ปีนขึ้นไปนั่งเต็มรถ -.-" ทำได้ไงรถก็สูงไม่ต้องใช้บันได ใส่สะโหร่ง บางคนก็ดูอายุเยอะหน่อย ไกด์เลยต้องไปบอกคิวรถให้มาไล่เค้าลง
คราวนี้ไม่มีบันได เลยสวมวิญญาณลิงปีนจากล้อขึ้นไปเหมือนกัน
ดีนะที่ใส่เสื้อฝนไว้ก่อน เพราะทันทีที่ก้าวขึ้นรถก็โดนสาดน้ำโคลมๆ เปียกกว่าตอนขาขึ้นอีก นั่งไปตามทางก็โดนสาดอีก หมวกเปียกจนหยดติ๋งๆ พอลงมาถึงทุกคนก็เปียกหมด ยกเว้นคนนั่งด้านหน้าไม่เปียก เค้าเลยต้องแวะตามร้านข้างทางเพื่อให้คนอื่นๆได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนเราก็แค่ถอดเสื้อฝน 
นั่งรถเข้าเมืองหงสาวดีกว่าจะได้กินข้าวก็บ่ายสอง พอได้นั่งปุ๊บ ต่างคนต่างกินไวมั่กๆ ไม่ถึงสิบห้านาที อาหารก็เกลี้ยงโต๊ะ เสร็จแล้วก็นั่งรถยาวออกจากหงสาวดี หลับปุ๋ย ตอนบ่ายก็แวะ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว เป็นพระนอนอีกเหมือนกัน แล้วก็แวะ เจดีย์ไจ๊ปุ่นที่มีพระพุทธรูปปางประทับนั่งโดยรอบทั้ง 4 ทิศ http://iamkes.multiply.com/photos/album/60#23 แล้วก็ไปอีกวัดที่มีที่ shopping จำชื่อไม่ได้เลย
เสร็จก็ไปกินบุฟเฟ่ ไม่อร่อยเลย พร้อมโชว์พม่า ก่อนเข้าโรงแรมเดิมกับคืนแรก ตื่นแต่เช้าอีกเหมือนเดิมเพื่อเดินทางกลับ

สนามบินเพิ่งสร้างใหม่ ไม่มีขายของเหมือนเมืองไทย ดูโล่งไปหมด

ก่อนเข้าตม.
จบทริป
ขอบคุณกล้องคอมแพคจากป้าซาลิ เอามาใช้ snapshot ได้ดี อัดวีดีโอได้ไม่จำกัดนาทีด้วย :D
ดูรูป-> http://iamkes.multiply.com/photos/album/60#